สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

การออกแบบระบบกันสะเทือนของรถในแต่ละรุ่น

     ในการออกแบบระบบกันสะเทือนของรถแต่ละรุ่น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน ส่วนประกอบต่างๆ อาทิ แขนยึด (Links) สปริงรูปแบบต่างๆ โช้คอัพ รวมถึงเหล็กกันโคลง ต้องเลือกชุดจับคู่ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวตามวัตถุประสงค์ของรถ ขนาดของเหล็กกันโคลงถูกให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าส่วนอื่นๆ ขนาดที่ว่าหมายถึง "ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง" ของท่อนเหล็กกันโคลง ยิ่งใหญ่ ค่า K ยิ่งมาก แข็งมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเหล็กกันโคลงต้องทำงานร่วมกับส่วนประกอบอื่นๆ ของช่วงล่างด้วย

     ขณะรถเคลื่อนที่ ถ้าตัวถังต่ำลงหรือยกขึ้นในลักษณะที่อยู่ในระดับเดียวกัน อย่างเช่น ล้อหน้า(หรือล้อหลัง) ยกพร้อมๆ กัน หรือยุบตัวพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่าง การขับรถข้ามตัวหนอนตามตรอกซอกซอยต่างๆ เหล็กกันโคลงจะไม่ทำงาน เพราะไม่มีการบิดตัวเกิดขึ้น แต่ในขณะรถเลี้ยว ระดับของตัวถังจะไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งสูง อีกข้างหนึ่งต่ำ ปีกนกซ้าย-ขวา ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ปลายของเหล็กกันโคลงของตัวถังข้างที่ยุบจะ "บิดขึ้น" ขณะที่ปลายเหล็กกันโคลงของตัวถังข้างที่ยกจะ "บิดลง" ความเป็นสปริงของเหล็กกันโคลงจะ "รั้ง" ดึงรถให้คืนสู่ระดับปกติอย่างรวดเร็วหลังจากรถเคลื่อนที่ออกจากโค้ง เพื่อรักษาระดับปกติของตัวถัง และมีส่วนทำให้ช่วงล่างสามารถรับมือกับสภาพถนนที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง

     เหล็กกันโคลง มีหน้าที่หลักคือ ด้านการยกของล้อในขณะขับรถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงจะสังเกตได้ว่า รถที่ไม่ได้ติดเหล็กกันโคลงเมื่อขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ล้อด้านที่อยู่ด้านในของวงเลี้ยว จะมีอาการโยนตัวอย่างุรนแรง อาจทำให้ล้อยกลอยตัวสูงจากพื้น ทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนเสียไป นั่นหมายความว่า เมื่อรถเข้าโค้ง แทนที่หน้าสัมผัสของยางทั้ง 4 เส้นจะสัมผัสพื้นถนนเหมือนกันหมด ก็สัมผัสพื้นถนนเพียง 3 เส้นเท่านั้น
แต่ถ้าได้รับการติดตั้งเหล็กกันโคลงแล้ว ล้อด้านในโค้งจะถูกแรงต้านจากเหล็กกันโคลงไม่ให้ล้อเกิดการลอยตัว โดยเหล็กกันโคลงจะได้รับแรงกดจากล้ออีกข้าง จึงทำให้เมื่อต้องขับรถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หน้าสัมผัสของยางทั้ง 4 เส้นก็ยังคงสัมผัสพื้นผิวถนนได้อย่างเต็มที่
นั่นเป็นข้อดีของเหล็กกันโคลงสำหรับรถวิ่งทางเรียบหรือออนโรด

view